Red Light Therapy หรือ Photobiomodulation (PBM) แสงสีแดงบำบัดเพื่อฟื้นฟูร่างกายในระดับเซลล์

ปัจจุบันการดูแลสุขภาพไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการรักษาเมื่อเกิดโรคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูการทำงานของร่างกายและการดูแลสุขภาพในระดับเซลล์มากขึ้น หนึ่งในเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคือ Red Light Therapy หรือ Photobiomodulation (PBM) ซึ่งเป็นการใช้พลังงานแสงความเข้มต่ำในช่วงแสงสีแดงและแสงใกล้อินฟราเรด เพื่อกระตุ้นกระบวนการทางชีวภาพของเซลล์ โดยไม่ใช้ความร้อนสูงในการทำลายเนื้อเยื่อ

 

Photobiomodulation ยังอาจพบในชื่อ PBM Therapy, Red Light Therapy, Low-Level Light Therapy (LLLT) หรือ การบำบัดด้วยแสงสีแดง โดยมีการศึกษาเกี่ยวกับการนำมาใช้ในด้านการลดอาการปวด การฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ การสมานแผล สุขภาพผิว เส้นผม และการฟื้นฟูร่างกายในหลายด้าน

 

Red Light Therapy หรือ Photobiomodulation คืออะไร?

Red Light Therapy (RLT) เป็นการนำแสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะ โดยเฉพาะแสงสีแดง (Red Light) และแสงใกล้อินฟราเรด (Near-Infrared Light: NIR) ส่งผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายในระดับพลังงานที่เหมาะสม ต่างจากเลเซอร์กำลังสูงที่ใช้เพื่อการตัดหรือทำลายเนื้อเยื่อ การทำ Photobiomodulation Therapy (PBM) ใช้พลังงานระดับต่ำและไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำให้เนื้อเยื่อร้อนหรือเกิดความเสียหาย แต่ต้องการให้เซลล์ตอบสนองต่อพลังงานแสงและเกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพ

 

Red Light Therapy ทำงานอย่างไร?

หากอธิบายให้เข้าใจง่าย เซลล์ของร่างกายเปรียบเสมือนโรงงานขนาดเล็ก และภายในเซลล์มี ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “โรงงานผลิตพลังงาน” ของเซลล์ เมื่อแสงสีแดงหรือแสงใกล้อินฟราเรดในช่วงความยาวคลื่นที่เหมาะสมผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อ โมเลกุลบางชนิดภายในเซลล์สามารถดูดซับพลังงานแสงได้ โดยหนึ่งในกลไกที่ได้รับการศึกษามากที่สุดเกี่ยวข้องกับเอนไซม์ Cytochrome c oxidase (CcO) ภายในไมโทคอนเดรีย

 

กระบวนการดังกล่าวอาจส่งผลให้การทำงานของไมโทคอนเดรียและการสร้างพลังงานในรูปของ ATP (Adenosine Triphosphate) เปลี่ยนแปลงไป พร้อมทั้งส่งผลต่อเส้นทางการส่งสัญญาณภายในเซลล์หลายระบบ

 

พูดง่าย ๆ คือ แสง → เซลล์รับพลังงานแสง → กระตุ้นกระบวนการภายในเซลล์ → สนับสนุนกระบวนการซ่อมแซมและการทำงานของเนื้อเยื่อ

 

อย่างไรก็ตาม กลไกของ Photobiomodulation มีความซับซ้อนกว่าการ “เพิ่มพลังงานให้เซลล์” เพียงอย่างเดียว งานวิจัยในปัจจุบันยังศึกษาผลต่อการส่งสัญญาณของเซลล์ การไหลเวียนเลือด กระบวนการอักเสบ และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อเพิ่มเติม โดยกลไกบางส่วนยังอยู่ระหว่างการศึกษา

 

Red Light Therapy ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง?

การศึกษาเกี่ยวกับ Photobiomodulation มีอยู่ในหลายสาขาทางการแพทย์ แต่ระดับหลักฐานของแต่ละภาวะไม่เท่ากัน จึงควรได้รับการประเมินและเลือกโปรแกรมโดยแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

 

1. ช่วยลดอาการปวดและสนับสนุนการฟื้นตัวของระบบกล้ามเนื้อและข้อ

Photobiomodulation ถูกศึกษาเกี่ยวกับการลดอาการปวดและการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อ เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น และข้อบางประเภท สำหรับ ข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) มีงานทบทวนและการวิเคราะห์งานวิจัยพบว่า PBM อาจช่วยลดระดับอาการปวดได้ อย่างไรก็ตาม คุณภาพของหลักฐานยังมีข้อจำกัด และในปัจจุบันยังเหมาะที่จะใช้เป็น การรักษาเสริมร่วมกับวิธีมาตรฐาน มากกว่าการนำมาใช้ทดแทนการรักษาหลัก

 

2. สนับสนุนกระบวนการสมานแผล

PBM มีการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสมานแผล โดยอาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์หลายชนิดที่มีบทบาทในการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ หลักฐานจากการศึกษาทางคลินิกและฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนการใช้ PBM ในแผลบางประเภท เช่น แผลเรื้อรังและแผลกดทับ โดยควรใช้ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์และใช้ร่วมกับการรักษาแผลตามมาตรฐาน

 

3. แผลเบาหวานและอาการปวดจากเส้นประสาทส่วนปลาย

มีการศึกษาเกี่ยวกับ PBM ในผู้ที่มี แผลที่เท้าจากเบาหวาน (Diabetic Foot Ulcer) และภาวะเส้นประสาทส่วนปลายจากเบาหวาน โดยผลการศึกษาบางส่วนพบว่าการใช้แสงสีแดงหรือแสงอินฟราเรดร่วมกับการรักษามาตรฐาน อาจช่วยสนับสนุนการสมานแผลและลดอาการปวดได้

 

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานที่มีบาดแผลควรได้รับการตรวจโดยแพทย์ก่อนเสมอ เพราะแผลที่เท้าอาจมีปัญหาการติดเชื้อ เส้นประสาท หรือการไหลเวียนเลือดร่วมด้วย และไม่ควรรักษาด้วย Red Light Therapy เพียงอย่างเดียว

 

4. ลดและป้องกันแผลในช่องปากจากการรักษาโรคมะเร็งในบางกรณี

หนึ่งในข้อบ่งใช้ที่มีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุนค่อนข้างชัดเจนคือ Oral Mucositis หรือภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบ ที่เกิดจากการรักษามะเร็งบางประเภท แนวทางของ MASCC/ISOO มีคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ Photobiomodulation เพื่อป้องกันภาวะเยื่อบุช่องปากอักเสบและอาการปวดในผู้ป่วยบางกลุ่มที่ได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด หรือการฉายรังสี/เคมีรังสีบริเวณศีรษะและลำคอ โดยต้องใช้ตาม protocol ที่เหมาะสม

 

5. ภาวะผมบางจากพันธุกรรม

PBM หรือ Low-Level Light Therapy มีการศึกษาเกี่ยวกับ Androgenetic Alopecia หรือภาวะผมบางจากพันธุกรรม ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ผลการศึกษาพบว่าแสงสีแดงบางช่วงความยาวคลื่นอาจช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม เพิ่มความหนาแน่นหรือขนาดของเส้นผมในผู้ป่วยบางราย และปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในด้านผิวหนังและเส้นผมมากขึ้น

 

6. Peripheral Neuropathy หรืออาการผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายบางประเภท

มีหลักฐานทางคลินิกเกี่ยวกับการใช้ PBM เพื่อช่วยดูแลอาการ Peripheral Neuropathy โดยเฉพาะอาการปวดจากเส้นประสาทในบางกลุ่ม และมีฉันทามติทางการแพทย์ที่ระบุว่า PBM เป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีข้อมูลสนับสนุนสำหรับภาวะดังกล่าว

 

Red Light Therapy ช่วยเรื่อง Anti-Aging หรือ Longevity ได้หรือไม่?

Photobiomodulation ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการ Longevity และ Anti-Aging Medicine เนื่องจากกลไกของ PBM มีความเกี่ยวข้องกับไมโทคอนเดรีย กระบวนการสร้างพลังงานของเซลล์ การอักเสบ และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

 

ด้วยเหตุนี้จึงมีการศึกษาถึงศักยภาพของ PBM ในเรื่องต่าง ๆ เช่น

 

  • การฟื้นตัวของร่างกายหลังการออกกำลังกาย
  • สุขภาพผิว
  • การทำงานของกล้ามเนื้อ
  • สุขภาพสมองและระบบประสาท
  • Metabolic Health
  • การเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่สัมพันธ์กับอายุ

 

อย่างไรก็ตาม การใช้ PBM เพื่อวัตถุประสงค์ด้าน ชะลอวัย อายุยืน หรือเพิ่ม Healthspan โดยตรงยังเป็นพื้นที่ที่กำลังมีการวิจัย และยังไม่ควรตีความว่า Red Light Therapy สามารถ “หยุดความชรา” หรือ “รักษาโรคจากความเสื่อมทั้งหมด” ได้ แม้แต่การประชุมทางวิชาการของ National Institute on Aging ที่ทบทวนงานวิจัยด้าน PBM ก็ระบุว่ากลไกหลายส่วนและแนวทางการใช้ในด้านสุขภาพและความชรายังคงต้องการการศึกษาเพิ่มเติม

 

 

ขั้นตอนการทำ Red Light Therapy เป็นอย่างไร?

ก่อนเข้ารับบริการ ผู้รับบริการควรได้รับการประเมินสุขภาพ รวมถึงเป้าหมายของการรักษา เพื่อเลือกรูปแบบ ความยาวคลื่น ปริมาณพลังงาน ระยะเวลา และจำนวนครั้งให้เหมาะสม โดยทั่วไปขั้นตอนประกอบด้วย

 

1. ประเมินสุขภาพก่อนการรักษา แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ตรวจสอบประวัติสุขภาพ โรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และภาวะที่ต้องระมัดระวัง

 

2. เตรียมบริเวณที่ต้องการรับแสง ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการรักษา อาจเป็นการฉายเฉพาะตำแหน่งหรือครอบคลุมบริเวณกว้างของร่างกาย

 

3. ปรับระยะห่างและปริมาณพลังงานให้เหมาะสม ประสิทธิภาพของ PBM ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสว่างเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น ความยาวคลื่น กำลังของเครื่อง ปริมาณพลังงานที่เนื้อเยื่อได้รับ ระยะห่าง และระยะเวลาการฉายแสง

 

4. เข้ารับแสงตามระยะเวลาที่กำหนด ในระหว่างการรักษาโดยทั่วไปผู้รับบริการจะรู้สึกผ่อนคลาย และอาจสัมผัสความอุ่นเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับชนิดและกำลังของอุปกรณ์

 

5. ทำต่อเนื่องตามแผนการรักษา จำนวนครั้งในการทำแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์และปัญหาสุขภาพ จึงไม่ควรนำจำนวนครั้งของบุคคลหนึ่งไปใช้กับอีกบุคคลหนึ่งโดยตรง

 

สิ่งสำคัญคือ PBM มีลักษณะของ Dose Response กล่าวคือ การได้รับพลังงานมากกว่าไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลดีกว่าเสมอไป ดังนั้นการเลือกระดับพลังงานและระยะเวลาจึงเป็นส่วนสำคัญของการรักษา

 

ใครบ้างที่อาจเหมาะกับ Red Light Therapy?

ผู้ที่อาจได้รับประโยชน์จาก Photobiomodulation ได้แก่ ผู้ที่ต้องการ

  • ฟื้นฟูกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อหลังการออกกำลังกายหรือใช้งานหนัก
  • ดูแลอาการปวดกล้ามเนื้อหรือข้อบางประเภท
  • ใช้เป็นการรักษาเสริมสำหรับอาการปวดจากเส้นประสาทบางชนิด
  • สนับสนุนกระบวนการสมานแผลในกรณีที่แพทย์เห็นว่าเหมาะสม
  • ดูแลสุขภาพผิวหรือภาวะผมบางบางประเภท
  • ใช้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมฟื้นฟูสุขภาพหรือ Wellness ภายใต้การประเมินของแพทย์

 

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของ PBM แตกต่างกันในแต่ละภาวะและแต่ละบุคคล การประเมินสาเหตุของอาการก่อนเริ่มรักษาจึงมีความสำคัญ

 

ข้อควรระวังก่อนทำ Red Light Therapy

แม้ Photobiomodulation จะเป็นเทคโนโลยีที่ไม่ต้องผ่าตัดและโดยทั่วไปมีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับทุกคน ควรแจ้งแพทย์ก่อนรับการรักษาหากมีภาวะต่อไปนี้

  • มีโรคหรือภาวะที่ทำให้ไวต่อแสง (Photosensitivity)
  • ใช้ยาที่ทำให้ผิวหรือร่างกายไวต่อแสง (Photosensitizing Medications)
  • ตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์
  • มีแผล การติดเชื้อ หรือรอยโรคบริเวณที่จะรับการรักษา
  • มีหรือเคยมีมะเร็งบริเวณที่ต้องการฉายแสง
  • มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ฝังอยู่ในร่างกาย เช่น Pacemaker หรือ Implantable Cardioverter-Defibrillator ในกรณีที่อุปกรณ์หรือ protocol นั้นมีข้อจำกัด
  • มีโรคเกี่ยวกับดวงตาหรือกำลังรับการรักษาทางจักษุ
  • มีโรคประจำตัวสำคัญหรืออยู่ระหว่างการรักษาโรคอื่น

 

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ระบุว่าอุปกรณ์แสงสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้ และควรใช้อุปกรณ์ป้องกันดวงตาตามคำแนะนำของอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้แม้ผลข้างเคียงจะพบไม่บ่อย แต่อาจพบความไวของผิว อาการปวด คัน การเปลี่ยนแปลงของเม็ดสี หรือแผลไหม้ได้ในบางกรณี

 

Red Light Therapy ปลอดภัยหรือไม่?

เมื่อใช้อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานและกำหนดปริมาณแสงอย่างเหมาะสม Photobiomodulation ถือเป็นการรักษาที่ไม่ต้องผ่าตัดและมีข้อมูลด้านความปลอดภัยค่อนข้างดี

ฉันทามติจากผู้เชี่ยวชาญที่เผยแพร่ในปี 2025 ซึ่งพิจารณางานวิจัยทางการแพทย์อย่างเป็นระบบ ระบุว่า PBM มีข้อมูลสนับสนุนด้านความปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ และการใช้ Red Light PBM ตาม protocol ที่เหมาะสมไม่พบหลักฐานว่าทำให้เกิดความเสียหายต่อ DNA

อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับ ชนิดของเครื่อง ความยาวคลื่น ความเข้ม ปริมาณพลังงาน ระยะเวลาการรักษา ตำแหน่งที่ฉายแสง และภาวะสุขภาพของแต่ละคน จึงควรเข้ารับบริการในสถานพยาบาลหรือสถานบริการที่มีมาตรฐานและมีผู้เชี่ยวชาญดูแล

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Red Light Therapy (FAQ)

1. Red Light Therapy เจ็บหรือไม่?

โดยทั่วไป PBM เป็นการรักษาที่ไม่ต้องใช้เข็มและไม่ทำให้เกิดบาดแผล ผู้รับบริการส่วนใหญ่มักไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการรับแสง และอาจรู้สึกอุ่นเล็กน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของอุปกรณ์

 

2. Red Light Therapy ต้องทำกี่ครั้ง?

ไม่มีจำนวนครั้งที่เหมาะกับทุกคน จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ภาวะสุขภาพ เครื่องที่ใช้ ความยาวคลื่นและปริมาณพลังงาน จึงควรได้รับการวางแผนโดยผู้เชี่ยวชาญ

 

3. Red Light Therapy กับ Near-Infrared Light ต่างกันอย่างไร?

แสงสีแดงและ Near-Infrared มีช่วงความยาวคลื่นต่างกัน ทำให้มีคุณสมบัติในการผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อแตกต่างกัน ดังนั้นเครื่อง PBM บางชนิดจึงใช้ทั้ง Red Light และ Near-Infrared Light เพื่อให้เหมาะกับเป้าหมายของการรักษา

 

4. สามารถทำ Red Light Therapy ทุกวันได้หรือไม่?

ไม่ควรกำหนดความถี่ด้วยตนเอง เพราะการตอบสนองของ PBM ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานสะสม การได้รับแสงมากหรือบ่อยกว่าที่เหมาะสมไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ควรปฏิบัติตาม protocol ของเครื่องและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

 

รายละเอียดและนัดหมาย: นพ.ชณัฐ ปิยพงศ์โกวิท (ว.66496) แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป