เคยเป็นงูสวัดมาแล้ว... ยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไหม? คลายข้อสงสัย: ทำไม "ครั้งเดียว" ถึงไม่เคยพอ
หลายคนอาจชะล่าใจว่าร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเองได้แล้ว แต่ในความเป็นจริง “งูสวัดไม่ใช่โรคที่เป็นแล้วไม่กลับมาเป็นอีก” เชื้อไวรัสนี้ยังคงแฝงตัวรอโอกาสโจมตีคุณซ้ำได้ทุกเมื่อ
ทำไมถึงมีโอกาสเป็นซ้ำ? เชื้อตัวเดิมที่ซ่อนอยู่: ต้นเหตุคือเชื้อไวรัส Varicella Zoster Virus (VZV) ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใส
- การ "ซ่อนตัว": หลังจากหายจากอีสุกอีใส เชื้อจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ตามปมประสาทอย่างเงียบๆ
- การ "ตื่นตัว": เมื่ออายุมากขึ้น (50 ปีขึ้นไป) หรือร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย และมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคไต เชื้อจะกลับมาทำร้ายเราอีกครั้ง
- ความน่ากลัวที่มากกว่า "ผื่น" คือ "อาการปวดเส้นประสาท"
เป้าหมายสำคัญของการฉีดวัคซีน ไม่ใช่แค่การป้องกันผื่นตุ่มน้ำ แต่คือการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย
1. Postherpetic Neuralgia (PHN): อาการปวดเส้นประสาทหลังเป็นงูสวัด ทรมานเหมือนโดนเข็มทิ่มหรือไฟช็อต แม้ผื่นจะหายไปแล้ว แต่อาการปวดอาจติดตัวไปนานหลายเดือนหรือหลายปี
2. อันตรายต่อดวงตา: หากขึ้นที่ใบหน้า เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ดวงตาจนอาจตาบอดได้
3. การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน: จากการดูแลแผลไม่ถูกวิธี
แนวทางการฉีดวัคซีนสำหรับผู้ที่ “เคยเป็น” มาแล้ว ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) แนะนำว่าแม้เคยเป็นแล้ว ก็ควรฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงพอที่จะสยบเชื้อที่ซ่อนอยู่
- วัคซีนที่แนะนำ: Recombinant Zoster Vaccine ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคและภาวะแทรกซ้อน
- จำนวน: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม (เว้นระยะห่าง 2–6 เดือน)
- ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรรอให้แผลหายสนิทและร่างกายปกติ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินจังหวะที่เหมาะสมที่สุด
ใครบ้างที่ควรฉีดทันที?
- ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป (แม้จะแข็งแรงดี)
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หรือโรคระบบทางเดินหายใจ
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง (ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 19 ปีขึ้นไป)
สรุป: การฉีดวัคซีนช่วยลดความเสี่ยง ลดความรุนแรง และดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ข้อมูลโดย: นพ.สุทัศน์ เจียรภัทรกุล (ว.28684) อายุรศาสตร์ทั่วไป
ศูนย์อายุรกรรม ชั้น 2 รพ.นวเวช
รายละเอียดและนัดหมาย: นพ.สุทัศน์ เจียรภัทรกุล (ว.28684) อายุรศาสตร์ทั่วไป
คลิกเพื่อดูรายละเอียด: [วัคซีนป้องกันโรคงูสวัดชนิดใหม่ 2 เข็ม]