AFP ปกติ…ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป
หลายคนตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เช็ก AFP แล้วผลปกติมาตลอด จึงสบายใจว่า “ไม่น่ามีมะเร็งตับ” แต่ความจริงคือ มะเร็งตับบางราย โดยเฉพาะระยะแรก หรือแม้บางรายที่โรคลุกลามแล้ว ก็อาจมีค่า AFP ไม่สูงได้ แปลว่า การดู AFP เพียงอย่างเดียว อาจทำให้เราพลาดโรค ในช่วงที่ก้อนยังเล็กและยังมีโอกาสวางแผนรักษาได้เร็วกว่าเดิม จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมปัจจุบันจึงมีการใช้ PIVKA-II และ GAAD score เข้ามาช่วยประเมินร่วมกัน เพื่อลดโอกาสที่ผลเลือดจะดู “ปกติ” ทั้งที่โรคอาจเริ่มเกิดขึ้นแล้ว
PIVKA-II คืออะไร? อธิบายแบบง่ายที่สุดคือ ปกติตับจะสร้างโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดในรูปแบบที่สมบูรณ์ แต่เมื่อเซลล์ตับมีความผิดปกติหรือกลายเป็นมะเร็ง กระบวนการสร้างโปรตีนนี้อาจผิดไป ทำให้เกิดโปรตีนที่สร้างไม่สมบูรณ์และตรวจพบในเลือดในรูปของ PIVKA-II หรือ DCP พูดให้เห็นภาพคือ AFP เป็นสัญญาณเตือนตัวเดิม ส่วน PIVKA-II คืออีกสัญญาณหนึ่งที่ช่วยจับความผิดปกติที่ AFP อาจยังไม่บอกเรา
จากการศึกษาหนึ่งในเวียดนาม พบว่าตรวจด้วย AFP อย่างเดียว ตรวจเจอได้ประมาณ 33 จาก 100 คน ตรวจด้วย PIVKA-II อย่างเดียว ตรวจเจอได้ประมาณ 73 จาก 100 คน ถ้าใช้ AFP + PIVKA-II ร่วมกัน ตรวจเจอได้ประมาณ 84 จาก 100 คน และถ้านำมาคำนวณเป็น GAAD score อาจตรวจเจอได้ประมาณ 87 จาก 100 คน พร้อมมีความจำเพาะประมาณ 98 จาก 100 คน ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดว่า การเพิ่ม PIVKA-II และ GAAD score ไม่ได้แค่เพิ่มอีก 1 ค่า แต่เพิ่มโอกาสเจอโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ. ()
GAAD score คืออะไร? GAAD score คือการนำ อายุ + เพศ + AFP + PIVKA-II มาคิดรวมกัน แทนที่จะดูค่าใดค่าหนึ่งเพียงอย่างเดียว จึงช่วยประเมินความเสี่ยงมะเร็งตับระยะต้นได้แม่นยำขึ้น งานพัฒนาและยืนยันสูตรรายงานว่า สำหรับมะเร็งตับระยะต้น GAAD มีความไวประมาณ 71.8% ที่ความจำเพาะ 90.0%
ใครบ้างที่ควรใส่ใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ? ผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง, ผู้ที่มีตับแข็งจากทุกสาเหตุ, ผู้ที่มี MASH/MASLD หรือไขมันพอกตับที่มีพังผืดระยะมากหรือมีตับแข็ง, ผู้ที่มี โรคตับจากแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเมื่อมีพังผืดมากหรือตับแข็ง, และผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ เพราะแนวทางปัจจุบันเน้นเฝ้าระวังชัดเจนในคนที่มี ตับแข็ง และในบางกลุ่มที่มี พังผืดระยะมาก
ถ้าตรวจแล้วผลปกติ ควรทำอย่างไร? ผลปกติไม่ได้แปลว่าไม่ต้องตรวจอีก ถ้าไม่ได้อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง อาจตรวจสุขภาพซ้ำ ทุกปี หรือตามแพทย์แนะนำ แต่ถ้าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง แพทย์มักแนะนำให้ติดตาม ทุก 6 เดือน เพื่อเพิ่มโอกาสในการพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ถ้าตรวจแล้วพบความผิดปกติ ต้องทำอย่างไรต่อ? หากผลเลือดหรือผลคัดกรองมีความผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมแบบละเอียด เพื่อดูลักษณะรอยโรคในตับให้ชัดขึ้น เช่น Contrast-enhanced Ultrasound, CT scan with contrast แบบ 3 phase, หรือ MRI liver protocol with Primovist เพื่อช่วยประเมินว่ารอยโรคนั้นน่าสงสัยมะเร็งตับหรือไม่ และวางแผนการรักษาได้แม่นยำยิ่งขึ้น
สรุปง่าย ๆ วันนี้การคัดกรองมะเร็งตับ ไม่ควรหยุดแค่ AFP เพียงอย่างเดียว เพราะ AFP อาจปกติได้ แม้จะมีมะเร็งตับอยู่แล้ว การใช้ PIVKA-II และ GAAD score ร่วมด้วย จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยให้เห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ลดโอกาสพลาดโรค และเพิ่มโอกาสเจอโรคในวันที่ยังรักษาได้ทัน
ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีโอกาสรักษาได้เร็วกว่า สนใจตรวจคัดกรองมะเร็งตับด้วย AFP + PIVKA-II + GAAD score สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์มะเร็งและโรคเลือด รพ.นวเวช