เมื่อ RSV และไข้หวัดใหญ่ ระบาดหนัก ควรจะป้องกันและเตรียมตัวรับมืออย่างไร?
จากข้อมูลแถลงข่าวของโฆษกกรมควบคุมโรค “โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ปี 2568 พบผู้ป่วย 8,473 ราย ผู้เสียชีวิต 1 ราย กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยต่อประชาการแสนคนมากที่สุด คือ 0 - 4 ปี แนวโน้มผู้ป่วยยังคงเพิ่มสูงขึ้นและสูงกว่าปี 2567 และโรคไข้หวัดใหญ่ พบผู้ป่วยสะสม 486,562 ราย ผู้เสียชีวิต 57 ราย กลุ่มอายุที่พบอัตราป่วยต่อประชาการแสนคนมากที่สุด คือ 5 - 9 ปี” ช่วงนี้โรคไวรัสทางเดินหายใจระบาดหนัก เนื่องจากฝนตกบ่อยและการเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูฝน ฤดูหนาว ซึ่งบทความให้ความรู้โดย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ (ว 34129) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายเกี่ยวกับสาระน่ารู้ไขข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับ RSV และไข้หวัดใหญ่ พร้อมทั้งแนะนำวิธีการฉีดวัคซีนป้องกันโรค RSV และไข้หวัดใหญ่ เพื่อนำไปสังเกตลูกน้อยและผู้สูงอายุในบ้านให้ห่างไกลจากโรคติดเชื้อดังกล่าว
ประเทศไทยได้เริ่มมีการระบาดของโรคไวรัสทางเดินหายใจ ตั้งแต่ช่วงกลางฤดูฝน แม้ไรโนไวรัสจะพบได้ตลอดทั้งปีอยู่แล้ว แต่สำหรับ RSV ในปีนี้พบว่าเริ่มระบาดตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน จะเห็นได้ว่ามีการระบาดช้าลงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มาพอสมควร
สาระน่ารู้เกี่ยวกับ RSV และ ไข้หวัดใหญ่
- RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสของระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจะซึมเข้าสู่ทางเดินหายใจได้โดยตรงและรวดเร็ว ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อบุทางเดินหายใจรุนแรง และทำให้เกิดโรคปอดบวม ปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบได้ง่ายมาก ซึ่งติดต่อกันง่ายแบบ Droplet จากสารคัดหลั่ง น้ำมูก น้ำลาย ผ่านการไอ จาม และการสัมผัสกันโดยตรง พบการระบาดตามฤดูกาล ช่วงกลางฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว หรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง
- ไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัส Influenza ในไทยพบได้ทุกฤดูกาล มักระบาดช่วงฤดูฝน พบได้ทุกช่วงอายุ เด็กมีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กเล็ก
เมื่อไหร่? จะสงสัยว่าติดเชื้อ RSV และ ไข้หวัดใหญ่
- RSV อาการเริ่มแรกเหมือนไข้หวัดทั่วไป คือ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล และจะหายได้ ภายใน 5-7 วัน เด็กบางคนมีอาการไอแบบมีเสมหะร่วมด้วย ไอมากจนอาเจียน อาจมีหายใจเร็ว แรง หายใจลำบาก หรือหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (wheezing) ได้ จะป่วยรุนแรงขนาดไหนขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานตามช่วงวัย ในเด็กจึงเป็นได้ตั้งแต่ ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) คออักเสบ (Pharyngitis) กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis) ไปจนถึงหลอดลมอักเสบ (Bronchitis) หลอดลมฝอยอักเสบ (Bronchiolitis) และปอดบวม ปอดอักเสบ (Pneumonia) ในเด็กทารกอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่องจึงเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรงได้มากที่สุด ในปัจจุบันการตรวจหาเชื้อ RSV โดยการป้ายสารคัดหลั่งน้ำมูกในจมูก (Nasal swab) ทำได้ง่าย สะดวก ราคาถูก สามารถตรวจคัดกรองเบื้องต้นเหมือนการตรวจโควิด ได้ด้วยตนเอง
- ไข้หวัดใหญ่ อาการทั่วไป คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ซึ่งมักหายได้เองใน 4-7 วัน ในขณะที่ไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการที่รุนแรงกว่า คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก เยื่อบุตาแดง ซึ่งในกลุ่มเสี่ยงอาจมีการติดเชื้อลงปอดได้
การรักษา RSV แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การประคับประคองอาการทั่วไป เช่น ให้สารน้ำทางเส้นเลือดดำ ให้ออกซิเจน ช่วยดูดระบายเสมหะ และการรักษาแบบเฉพาะที่ เช่น พ่นยาขยายหลอดลม พ่นน้ำเกลือเข้มข้นชนิดพิเศษ เพื่อลดภาวะหลอดเกร็ง หายใจมีเสียงวี๊ด ในปัจจุบันมีรายงานการใช้ยา Montelukast ในการลดความรุนแรงในช่วงแรกของการหายใจหอบเหนื่อย แบบมีเสียงวี๊ด และใช้ยาต่อเนื่อง เพื่อลดการกลับเป็นซ้ำ
แม้จะรักษาหายขาดแล้ว RSV ก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีก โดยเด็กมักมีภาวะหลอดลมไวตามมา ทำให้หายใจเหนื่อยง่าย หลังการติดเชื้อทางเดินหายใจ รวมถึงมีรายงานเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดได้สูงขึ้นทั้งในเด็กที่มีและไม่มีความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้ในครอบครัว
การรักษาไข้หวัดใหญ่ในเด็ก คือ การให้ยาต้านไวรัส Oseltamivir ได้ผลดี เมื่อให้ในช่วง 3 วันแรก หลังมีอาการ, การให้ยาปฏิชีวนะไม่มีผลฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และยาอื่นๆ เป็นยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดน้ำมูก และยาละลายเสมหะ ยาลดไข้ โดยการรักษาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของกุมารแพทย์
จริงหรือไม่? RSV และไข้หวัดใหญ่ มีวัคซีนป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส RSV (Respiratory syncytial virus) แล้ว ซึ่งสามารถลดโอกาสการติดเชื้อ และลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการติดเชื้อ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง แนะนำให้ฉีดในคุณแม่ตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง เบาหวาน ไต หัวใจ แต่ทั้งนี้ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี แนะนำให้ฉีดภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปต่อเชื้อ RSV เพื่อช่วยให้เด็กเล็กสามารถสร้างภูมิคุ้มกันระยะสั้นได้ทันที โดยปราศจากการติดเชื้อ จึงแนะนำให้เริ่มรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปต่อเชื้อ RSV ช่วงก่อนฤดูกาลระบาดของเชื้อ
ในส่วนการรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สามารถฉีดได้ตั้งแต่ อายุ 6 เดือน โดยฉีดปีละ 1 ครั้ง วัคซีนจะมีประสิทธิภาพประมาณ 40-60% โดยคนที่มีโรคประจำตัวโดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด และเด็กเล็กอายุที่น้อยกว่า 2 ปี หากเป็นไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงได้ จึงควรได้รับวัคซีนทุกคน โดยในเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี กรณีเริ่มให้วัคซีนเป็นปีแรกจะฉีด 2 ครั้ง ครั้งละ 1 เข็มห่างกัน 1 เดือน
ทั้งนี้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ที่ระบาดเกือบทุกปี ดังนั้นจึงต้องฉีดทุกปี แนะนำให้ฉีดในช่วงก่อนที่มีการระบาด ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมในทุก ๆ ปี และสำหรับครอบครัวที่มีเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งยังรับวัคซีนไม่ได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้สมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันควรรับวัคซีนทุกคน
ทั้งนี้ แผนกสุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช ได้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วย คุณภาพการรักษา มาตรฐานการให้บริการ ระบบการดูแลผู้ป่วยด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ และผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) ค.ศ.2025 ISO 7101:2023 – Health Care Organization Management และ ISO 9001:2015 – Quality Management Systems แต่อย่างไรก็ตามมาตรการสำคัญในการป้องกันการระบาดของไวรัสทางเดินหายใจที่ดีที่สุด ทั้ง RSV และไวรัสทางเดินหายใจอื่น ๆ นั้น คือการหมั่นล้างมือให้สะอาดหรือใช้เจลแอลกอฮอลล์ลูบมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่างในการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างเหมาะสม ไม่ควรให้เด็กอยู่ร่วมกันกลุ่มใหญ่ ๆ แออัด และควรรีบแยกเด็ก แยกของเล่นเด็กทันที เมื่อสังเกตุได้ว่ามีเด็กป่วยสงสัยว่ามีการติดเชื้อ หากเป็นไปได้ควรให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้าน และทำการตรวจหาเชื้อทันที กรณีหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ โทร. 1507 Line: @navavej