• ไทย
เรียกรถพยาบาล 0 2483 9944 CALL CENTER 0 2483 9999
24 พฤษภาคม, 2022
บทความสุขภาพ

ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) ภัยร้าย…ใกล้ตัวกว่าที่คิด

โรคไวรัสตับอักเสบบี เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี พบได้ทั่วโลก ในประเทศไทยคาดว่ามีผู้ติดเชื้อประมาณ 5% ของประชากร การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทำให้ผู้ป่วยเกิดพังผิดในตับ นำไปสู่โรคตับแข็ง และเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคตับแข็งตามมา นอกจากนั้น พบว่าผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไป ถึง 100 เท่า ซึ่งโรคมะเร็งตับเองก็เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุด และเป็นสาเหตุการตายจากโรคมะเร็งสูงที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นหากจะเรียกไวรัสตับอักเสบบี ว่าเป็นภัยเงียบใกล้ตัวก็อาจจะไม่ผิดนัก

 

โรคไวรัสตับอักเสบบีติดต่อกันอย่างไร

โรคนี้ติดต่อผ่าน เลือด และสารคัดหลั่งต่างๆ โดยการติดเชื้อที่สำคัญและพบมาก คือ การติดต่อจากแม่สู่ลูกตอนคลอด แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันภาวะการติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ โดยการให้ยาต้านไวรัสกับมารดาตามข้อบ่งชี้ และ การให้วัคซีนรวมถึงอิมมูโนโกลบูลินในเด็กแรกคลอด สามารถป้องกันการติดโรคนี้ในเด็กได้เกือบ 100% การติดต่อผ่านทางเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ได้ป้องกัน การสักหรือ การเจาะตามตัว การฝังเข็ม การใช้ของมีคมร่วมกับคนอื่น เช่น มีดโกน กรรไกรตับเล็บ เป็นต้น

 

หากติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการอย่างไรบ้าง

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แบ่งเป็น การติดเชื้อแบบเฉียบพลัน และ การติดเชื้อแบบเรื้อรัง โดยหากเป็นการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน จะพบมีอาการได้มากกว่าแบบเรื้อรัง ซึ่งหากเป็นการติดเชื้อแบบเรื้อรัง ส่วนใหญ่ไม่มีอาการจากการติดเชื้อให้เห็น แต่มักมีอาการเมื่อตัวโรคทำลายตับจนกลายเป็นตับแข็งไปเสียแล้ว โดยจะมีอาการจากโรคตับแข็ง หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากตับแข็งแล้วนั่นเอง

อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่

  • มีไข้ อ่อนเพลีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักลด
  • จุกแน่น หรือเจ็บใต้ชายโครงขวา
  • ตาเหลือง ตัวเหลือง
  • ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม

 

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบีได้อย่างไร

การซักประวัติอาการ และความเสี่ยงของการติดเชื้อ การตรวจร่างกาย และที่สำคัญ คือ การตรวจยืนยันด้วยผลเลือด โดยตรวจพบเปลือกของไวรัส (HBsAg) ในเลือด  โดยอาจจะมี หรือ ไม่มีการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ตับ (AST, ALT) ก็ได้ ขึ้นกับระยะของโรค

 

การรักษาไวรัสตับอักเสบบี

แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสโดยพิจารณาหลายปัจจัย ได้แก่ ระยะของโรค จำนวนไวรัสในเลือด ค่าการอักเสบของตับ ค่าพังผืดในตับ และภาวะตับแข็ง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจต้องพิจารณา ได้แก่ อายุของผู้ป่วย ประวัติโรคมะเร็งตับในครอบครัว ความจำเป็นในการป้องกันการเกิดตับอักเสบรุนแรงในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับยาเคมีบำบัด หรือยากดภูมิ หรือ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่มีการตั้งครรภ์ เป็นต้น

ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ก่อนเริ่มยา โดยจะมีการให้คำแนะนำอย่างละเอียด ทั้งข้อดีและข้อเสียของการกินยาต้านไวรัสระยะยาว เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างถี่ถ้วน ก่อนการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย

 

การติดตามผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี

โดยทั่วไป แพทย์จะนัดติดตามตรวจเลือด ดูค่าการอักเสบของตับ ทุก 3-6 เดือน ดูจำนวนไวรัสในเลือด ทุก 6-12 เดือน ตรวจอัลตราซาวน์ทุก 6 เดือนตามข้อบ่งชี้ เพื่อเฝ้าระวังโรคมะเร็งตับ ติดตามค่าพังผืดในตับทุก 12 เดือน

ในระหว่างการติดตามการรักษา จะมีการเฝ้าระวัง และ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรค และภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เช่น ผลข้างเคียงจากยา และการพิจารณาการให้วัคซีนเพื่อป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ หากยังไม่มีภูมิต่อโรค เป็นต้น

 

หากเป็นไวรัสตับอักเสบบีแล้ว จะดูแลตัวเองอย่างไรดี

  • กินยาอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อบ่งชี้ ตามคำแนะนำของแพทย์
  • หากไม่มีข้อบ่งชี้ในการกินยา ควรติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของโรคเป็นระยะ เนื่องจากหากมีข้อบ่งชี้ในการให้ยา จะได้รับการรักษาด้วยยาตามแผนการรักษาของแพทย์
  • รับประทานอาหารถูกสุขอนามัย และครบ 5 หมู่ โดยลดอาหารจำพวก ไขมันสูง แป้ง และ น้ำตาล
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อลดการเกิดไขมันพอกตับ
  • งดแอลกอฮอล์ เพื่อไม่ให้ตับถูกทำลายมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง
  • งดอาหารที่อาจมีส่วนผสมของสารอะฟลาทอกซิน ได้แก่ ถั่วลิสง พริกป่น เป็นต้น

 

การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี ที่ทุกคนก็ทำได้

  • หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดโรค ได้แก่ การสัก หรือเจาะตามร่างกาย โดยอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน การใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น เช่น ใบมีดโกน กรรไกรตัดเล็บ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หากตรวจเลือดแล้ว ไม่พบเชื้อ และไม่พบภูมิต่อโรค

 

สนับสนุนข้อมูลโดย

พญ.จิตราภา แสนโภชน์

แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร   ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร