• ไทย
เรียกรถพยาบาล 0 2483 9944 CALL CENTER 0 2483 9999
07 ตุลาคม, 2021
บทความสุขภาพ

ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)

คือภาวะหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนัก มีการโป่งพองมากขึ้นจนทำให้เกิดการบวม และยื่นออกมา โดยทั่วไปจะพบได้บ่อย 3 ตำแหน่ง คือ ตำแหน่ง 3, 7 และ 11 นาฬิกา

 

 

 

อาการ

  • ถ่ายอุจจาระมีเลือดสดปน

โดยอาจมีอาการตั้งแต่

  • สังเกตว่ามีเลือดติดกระดาษชำระหลังถ่ายอุจจาระเสร็จ
  • มีเลือดหยดตามอุจจาระออกมา
  • เลือดพุ่งขณะถ่ายอุจจาระ

โดยสิ่งที่สำคัญคือจะเป็นเลือดแดงสด และไม่มีมูกปน

  • ก้อนเนื้อยื่นออกมานอกทวารหนัก
  • อาจมีอาการปวดหรือคันรอบทวารหนักได้เวลาที่ถ่ายอุจจาระ

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดริดสีดวงทวาร

  • ท้องผูก ถ่ายเป็นก้อนแข็ง
  • ท้องเสีย
  • นั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน
  • เบ่งอุจจาระมาก
  • ใช้ยาสวนอุจจาระ หรือยาระบาย
  • ตั้งครรภ์
  • ไอเรื้อรัง
  • ยกของหนัก
  • ภาวะตับแข็ง

ประเภทของริดสีดวงทวาร

 

1. ริดสีดวงทวารหนักภายใน (Internal Hemorrhoid)

ตำแหน่งของริดสีดวงจะอยู่เหนือทวารหนักขึ้นไป ทำให้ไม่ได้เห็นติ่งเนื้อโผล่ออกมาให้เห็นชัดเจนนักและมักจะไม่สามารถคลำได้ แต่จะสามารถคลำได้เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเอง โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้

  • ระยะที่ 1 มีหัวริดสีดวง แต่ยังไม่ยื่นออกมานอกทวารหนัก มักมาพบแพทย์ด้วยอาการถ่ายอุจจาระมีเลือดสด ๆ ปน
  • ระยะที่ 2 หัวริดสีดวงยื่นออกมาขณะเบ่งถ่าย และสามารถกลับเข้าไปในทวารหนัก ได้เองหลังถ่ายอุจจาระ
  • ระยะที่ 3 หัวริดสีดวงยื่นออกมาขณะเบ่งถ่าย และต้องใช้มือดันกลับเข้าไปในทวารหนัก
  • ระยะที่ 4 หัวริดสีดวงยื่นออกมานอกทวารหนักตลอด โดยไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้

 

 

2. ริดสีดวงทวารหนักภายนอก (External Hemorrhoid) (รูป 4)

ริดสีดวงทีเกิดขึ้นบริเวณปากทวารหนัก มักจะมองเห็นและคลำได้ เวลามีการอักเสบ หรือลิ่มเลือดอุดตัน (thrombosed external hemorrhoid) จะมีอาการเจ็บอย่างมาก

 

 

การป้องกัน

พยายามลดปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น และพยายามปรับพฤติกรรมการขับถ่ายให้เป็นปกติดังนี้

  • ขับถ่ายเป็นเวลา
  • ไม่นั่งถ่ายอุจจาระเป็นเวลานาน อาจแก้ด้วยการรอให้ปวดถ่ายจริงๆค่อยไปห้องน้ำ
  • พยายามทำให้อุจจาระนิ่ม และขับถ่ายได้ง่าย
    • กินผักผลไม้ให้มากขึ้น หรือกินอาหารที่มีกากใย
    • ดื่มน้ำให้มากขึ้น
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้การทำงานของลำไส้ดีขึ้น

วิธีการรักษา

  • การรักษาโดยไม่ต้องผ่าตัดเหมาะสำหรับริดสีดวงทวารภายใน ระยะที่ 1 หรือ 2
  • การปรับพฤติกรรมการขับถ่าย ร่วมกับการกินยา
  • การฉีดยา(sclerotherapy) โดยฉีดเข้าไปที่ ใต้ชั้นผิวหนัง บริเวณขั้วริดสีดวงเพื่อให้หัวริดสีดวงยุบลง
  • การใช้ยางรัด (Rubber band ligation) โดยจะรัดตำแหน่งหัวริดสีดวง เพื่อให้หัวริดสีดวงฝ่อและหลุดออก
  • การรักษาโดยการผ่าตัด เหมาะสำหรับริดสีดวงทวารภายในที่มีขนาดใหญ่และริดสีดวงภายนอก

 

การผ่าตัดแบบมาตรฐาน

เป็นการผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อริดสีดวงที่โตและก่อปัญหาออก โดยวิธีนี้เป็นวิธีมาตรฐานสากล ซึ่งมีผลการรักษาที่ดีเนื่องจากมีโอกาสเป็นซ้ำใหม่น้อยที่สุด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีริดสีดวงภายนอกขนาดใหญ่หรือริดสีดวงภายนอกที่มีการอักเสบ

 

การผ่าตัดริดสีดวงด้วยเลเซอร์ (Laser Hemorrhoidoplasty)

เป็นการใช้แสงเลเซอร์เข้าไปทำลายเส้นเลือดบริเวณหัวริดสีดวงและทำให้ฝ่อลง เหมาะสำหรับริดสีดวงที่ขนาดไม่ใหญ่มาก (ระยะที่ 2-3) จากหลายงานวิจัยพบว่า วิธีนี้เป็นวิธีที่เจ็บน้อยกว่าวิธีผ่าตัดแบบมาตรฐานอย่างชัดเจน และ ใช้เวลาในการผ่าตัดที่น้อยกว่า แต่ในระยะยาวมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

 

การผ่าตัดริดสีดวงโดยใช้เครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ (Stapled hemorrhoidopexy or PPH stapler)

เป็นการตัดหัวริดสีดวงรอบรูทวารโดยใช้เครื่องมือตับเย็บอัตโนมัติ ซึ่งใช้สำหรับริดสีดวงทวารหนักภายในเท่านั้น การผ่าตัดด้วยวิธีดังกล่าวจะได้ประโยชน์ เมื่อผู้ป่วยมีริดสีดวงภายในหลายๆหัว นอกจากนี้ยังเป็นวิธีการผ่าตัดที่เจ็บน้อยกว่าวิธีการผ่าตัดแบบมาตรฐาน

ถึงแม้ว่าอาการของริดสีดวงทวารมักมาด้วยอาการถ่ายเป็นเลือด แต่ผู้ป่วยควรมาพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจยืนยัน ตรวจเพิ่มเติมเช่นการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (colonoscopy)ในบางกรณี  และให้การรักษาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามากินเองเนื่องจากอาการถ่ายเป็นเลือด สามารถเป็นโรคอื่นๆได้ เช่น แผลที่ทวารหนัก ลำไส้อักเสบ หรือแม้แต่มะเร็งลำไส้ใหญ่ นั่นเอง

 

สนับสนุนข้อมูลโดย:

นพ.ปุณวัฒน์ จันทรจำนง

ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

ศูนย์ศัลยกรรม (General Surgery Center)