• ไทย
เรียกรถพยาบาล 0 2483 9944 CALL CENTER 0 2483 9999
03 กันยายน, 2021
บทความสุขภาพ

ไขมันพอกตับ…กินอาหารอย่างไรดี (EP 1)

ไขมันพอกตับ…กินอาหารอย่างไรดี (EP 1)

 

โรคไขมันพอกตับ (fatty liver disease) เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดจากการสะสมไขมันในตับ และเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดที่ทำให้ผลการตรวจการทำงานของตับผิดปกติเล็กน้อย ซึ่งในปัจจุบันพบว่าโรคตับจากไขมันเกาะตับนี้เป็นโรคตับที่พบบ่อยที่สุดถึงราวหนึ่งในสี่ของประเทศ

 

อาการของภาวะไขมันพอกตับ

โดยทั่วไปส่วนใหญ่ภาวะนี้ไม่ทำให้เกิดอาการผิดปรกติ มักจะตรวจพบจากการสุขภาพประจำปี อาจมีการตรวจผลเลือดพบค่าเอนไซม์ผิดปกติเล็กน้อยหรืออัลตราซาวด์พบไขมันพอกตับโดยบังเอิญหรือตรวจทางการแพทย์ด้วยความเจ็บป่วยอื่นๆ หรืออาจจะมีอาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง

การรักษาไขมันพอกตับ สามารถทำได้ง่ายเบื่องต้นด้วยการคุมอาหาร ออกกำลังกายและการลดน้ำหนัก

 

ผู้ป่วยไขมันพอกตับควรกินอย่างไร

โรคไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุหลัก 2 ประการ คือ จากการดื่มแอลกอฮอล์ และจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ ซึ่งมักเกิดในผู้ป่วยที่อ้วน มีโรคประจำตัว ได้แก่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งรวมถึงการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารและการลดน้ำหนักยังเป็นการรักษาหลักและได้ผลดีที่สุดในผู้ป่วยไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ โดยผู้ป่วยไขมันพอกตับควรรับประทานอาหาร ดังนี้

 

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มากเกินไปควรรับประทานอาหารเป็นมื้อ ไม่กินจุบจิบ หลีกเลี่ยงอาหารมื้อใหญ่สั่งพิเศษ หรือการกินบุฟเฟ่ต์ โดยพยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัม/เมตร2 (คำนวณโดยเอาน้ำหนักเป็นกิโลกรัมหารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตรยกกำลังสอง) ผู้ป่วยที่ดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัม/เมตร2 (น้ำหนักเกิน) และมากกว่า 25 กิโลกรัม/เมตร2 (อ้วน) ควรลดน้ำหนักอย่างน้อยร้อยละ 5-10 ของน้ำหนักตั้งต้น โดยการลดหรืองดอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น น้ำหวาน ขนมหวาน ของทอด อาหารมันควรกินผักใบ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่างๆ เนื้อปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 150-200 นาทีต่อสัปดาห์

 

2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลเนื่องจากร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นไขมันทำให้ไขมันพอกตับเพิ่มขึ้นได้ โดยไม่ควรกินน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาหรือ 24 กรัมต่อวัน อาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ขนมหวาน นมรสหวาน นมเปรี้ยว ชาเขียว น้ำผึ้ง น้ำผลไม้ ผลไม้เชื่อม เป็นต้น

 

3. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูงโดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ เครื่องในสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เนื่องจากทำให้ไขมันพอกตับเพิ่มขึ้นได้ ควรเลือกใช้น้ำมันที่มีไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นต้น แต่ไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวันเนื่องจากให้พลังงานสูง ทำให้อ้วนได้เช่นกัน

 

4. งดหรือลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ควรดื่มเกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวันในผู้ชาย หรือ 1 ดื่มมาตรฐานต่อวันในผู้หญิง โดย 1 ดื่มมาตรฐานประมาณเท่ากับเบียร์ 1 แก้วหรือ 1 กระป๋อง (200-300 mL) ไวน์ 1 แก้วไวน์ (80-100 mL) หรือเหล้าสี 1 เป๊ก (25-30 mL)

 

สนับสนุนข้อมูลโดย

นพ.ปารินทร์ ศิริวัฒน์

แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร  ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลนวเวช

 

ผศ.นพ.นริศร ลักขณานุรักษ์

แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร  ศูนย์ระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลนวเวช