• ไทย
เรียกรถพยาบาล 0 2483 9944 CALL CENTER 0 2483 9999
18 สิงหาคม, 2021
บทความสุขภาพ

“โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม”

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นความพิการแต่กำเนิดที่พบได้บ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของความพิการแต่กำเนิดทั้งหมด โดยจะพบอุบัติการณ์ของโรคหัวใจแต่กำเนิดร้อยละ 1 ในจำนวนจากเด็กที่คลอดออกมาโดยอุบัติการณ์พบได้เท่าๆกันในทุกเชื้อชาติ โดยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีหลายชนิดและมีความรุนแรงที่แตกต่างกันออกไปตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงมีอาการเหนื่อยหอบ ตัวเขียว เลี้ยงไม่โต จนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ จึงมีความสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาเกี่ยวกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็ก และหมั่นสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคหัวใจในเด็กส่วนใหญ่หายได้หากรักษาอย่างทันท่วงที

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease) คือ ความผิดปกติของการพัฒนาการสร้างหัวใจที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อทารกอยู่ในครรภ์ เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้จากการสร้างอวัยวะที่ไม่สมบูรณ์ในตัวอ่อน ความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้ในโรคหัวใจแต่กำเนิดนั้นสามารถพบได้ในทุกๆ ส่วนของหัวใจได้แก่ จำนวนห้องของหัวใจอาจไม่ครบ 4 ห้อง, ผนังกั้นห้องหัวใจมีรูรั่ว, ลิ้นหัวใจตีบตันหรือรั่ว, หลอดเลือดใหญ่มีขนาดผิดปกติ, หลอดเลือดหัวใจออกผิดที่, หลอดเลือดเกิน เป็นต้น โดยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็กสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีอาการเขียว(มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ) และชนิดไม่เขียว

1. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว หรือ มีออกซิเจนในเลือดต่ำ เกิดจากความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด หรืออย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้เลือดดำปนกับเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้เด็กเกิดภาวะขาดออกซิเจน ผิวจึงมีสีเขียวคล้ำม่วง ซึ่งจะเห็นได้ขัดเจนขณะร้องหรือดูดนม โดยสังเกตได้ที่บริเวณริมฝีปาก ลิ้น ปลายนิ้วมือนิ้วเท้าว่ามีสีม่วงคล้ำ เด็กที่มีอาการเขียวมาเป็นระยะเวลานานๆอาจพบปลายนิ้วปุ้ม

2. ชนิดไม่เขียว หรือ มีระดับออกซิเจนในเลือดปกติ เกิดจากความผิดปกติในโครงสร้างของระบบหัวใจและหลอดเลือด หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ไม่มีการผสมกันของเลือดดำและเลือดแดง โดยความผิดปกติอาจเกิดที่ผนังกั้นหัวใจมีรู ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท (รั่ว) หรือไม่กว้างเท่าปกติ (ตีบ)

 

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 5 โรคที่พบบ่อยได้แก่

1. โรคผนังกั้นห้องหัวใจส่วนล่างรั่ว (Ventricular Septal Defect : VSD) เป็นความผิดปกติของหัวใจที่มีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องล่างขวาและล่างซ้าย ทำให้เลือดที่ไหลลัดไปปอดจะมากจนเกิดภาวะหัวใจวาย พบบ่อยที่สุดในบรรดาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวร้อยละ 20-30

2. โรคหลอดเลือดหัวใจเกิน (Patent Ductus Arteriosus : PDA) เป็นความผิดปกติที่มีหลอดเลือดแดงใหญ่เปิดอยู่หลังคลอดซึ่งเป็นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตากับหลอดเลือดแดงปอด ทำให้เลือดที่ไหลลัดไปปอดจะมากจนเกิดภาวะหัวใจวาย พบในโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวร้อยละ 5-10

3. โรคผนังกั้นห้องหัวใจส่วนบนรั่ว (Atrial Septal Defect : ASD) เป็นความผิดปกติของหัวใจที่มีรูรั่วที่ผนังกั้นหัวใจห้องบนขวาและบนซ้าย ทำให้เลือดที่ไหลลัดไปปอดจะมากจนเกิดภาวะหัวใจวาย พบในโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวร้อยละ 10-15

4. โรคลิ้นหัวใจหลอดเลือดแดงปอดตีบแคบ (Pulmonary Stenosis : PS) เป็นโรคหัวใจที่มีการตีบของลิ้นหัวใจที่นำเลือดไปปอด ซึ่งการตีบนั้นอาจตีบที่เนื้อเยื่อใต้ลิ้นหรือตรงตำแหน่งของลิ้น หรือเหนือตำแหน่งของลิ้นทำให้เลือดดำออกจากหัวใจห้องล่างขวายากมากขึ้น ทำให้หัวใจห้องล่างขวาทำงานหนักจนเกิดภาวะหัวใจวายตามมา พบในโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดไม่เขียวร้อยละ 8-10

5. โรคหัวใจชนิดเขียวที่พบบ่อย คือ โรคเตตราโลจี ออฟ ฟาลโลต์ (Tetralogy of Fallot : TOF) เป็นกลุ่มความผิดปกติที่ประกอบด้วย ลิ้นหัวใจหลอดเลือดแดงปอดตีบแคบ, ผนังกั้นห้องหัวใจส่วนล่างรั่ว, ตำแหน่งหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาอยู่ในตำแหน่งคร่อมและ หัวใจห้องล่างขวาโต เป็นสาเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียวที่พบบ่อยที่สุด พบประมาณร้อยละ 55-70

 

 

สาเหตุของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เกิดจากปัจจัยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดได้มากที่สุดโดยพบได้ถึงร้อยละ 80 – 85 รองลงมาพบจากปัจจัยการติดเชื้อ, สารเคมี หรือโรคของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ พบเป็นสาเหตุได้ร้อยละ 10 โดยการเจ็บป่วยขณะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อหัวใจทารกในครรภ์ได้ เช่น โรคหัดเยอรมัน โรคเบาหวานที่เป็นก่อนการตั้งครรภ์ หรือ โรคเบาหวานที่เป็นในระยะเริ่มตั้งครรภ์ที่ โรคพุ่มพวง (SLE) ทำให้หัวใจของทารกผิดปกติตามมา นอกจากนี้ขณะตั้งครรภ์ควรใช้ยาให้น้อยที่สุด และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด ตัวอย่างเช่น ยารักษาสิวที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอจำพวกเรตินอยด์ (ทั้งยาทาและยารับประทาน) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติด จะส่งผลต่อหัวใจและอวัยวะอื่นๆ ของลูกในครรภ์ สาเหตโรคทางพันธุกรรม พบเป็นสาเหตุได้ประมาณร้อยละ 5 ยกตัวอย่างเช่น โรคดาวน์ซินโดรม เกิดจากการที่ทารกมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา ทำให้พัฒนาการและระดับสติปัญญาผิดปกติ โดยประมาณร้อยละ 40 ของเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรมจะมีความผิดปกติของหัวใจเป็นผนังกั้นห้องหัวใจรั่ว โรคเทอร์เนอร์ซินโดรม เกิดจากการที่โครโมโซมเพศหายไป 1 ตัว ทำให้ตัวเตี้ยและไม่มีประจำเดือน โดยประมาณร้อยละ 30 ของเด็กที่เป็นเทอร์เนอร์ซินโดรมจะมีความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจและเส้นเลือดตีบ

 

อาการและการแสดงของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด จะขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของความผิดปกติ ของโรคหัวใจ บางชนิดอาจไม่มีอาการและพบโดยบังเอิญเมื่อไปพบแพทย์ บางชนิดอาจแสดงอาการที่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในระยะเวลาสั้น โดยผู้ปกครองสามารถสังเกตสัญญาณเตือน หรือ อาการของความผิดปกติของหัวใจได้แก่

  • ตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ
  • มีอาการหัวใจวาย ได้แก่ ดูดนมได้ครั้งละน้อย ๆ หยุดพักบ่อย หายใจเร็ว น้ำหนักตัวขึ้นช้า เหนื่อยง่ายเวลาออกกำลังกาย เป็นต้น
  • การเจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก ส่วนสูงและน้ำหนักเพิ่มขึ้นช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน
  • ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว ในเด็กปกติเราพบว่าจะมีหัวใจเต้นเร็วขึ้นได้เมื่อออกกำลังกาย หรือมีไข้สูง แต่หากพบว่าเด็กมีหัวใจเต้นเร็วหรือใจสั่นในขณะพักควรสงสัยว่าอาจจะมีการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
  • เป็นลมหมดสติ มักพบในรายที่มีอาการตีบแคบอย่างรุนแรงของหลอดเลือดแดงในส่วนลิ้นหัวใจ ทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายและสมองไม่เพียงพอ
  • อาการเขียว สังเกตได้ที่บริเวณริมฝีปาก ลิ้น ปลายนิ้วมือนิ้วเท้ามีสีม่วงคล้ำผิดปกติ

 

การตรวจวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด หากสงสัยว่าอาจเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด แพทย์จะแนะนำให้ตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมกับแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ โดยจะได้รับการตรวจดังนี้

1. ซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เริ่มจากประวัติมารดาตอนฝากครรภ์ ประวัติโรคต่างๆในมารดา ประวัติการตรวจหัวใจโดยใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Fetal Echocardiography) เป็นการตรวจเพื่อดูความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดของทารกในครรภ์มารดา โดยสามารถทำได้ตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ได้ 16 สัปดาห์ขึ้นไป ประวัติอาการและการเจริญเติบโตของผู้ป่วย ตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยเฉพาะทางหัวใจและหลอดเลือด ฟังเสียงผิดปกติของหัวใจ

2. ตรวจวัดความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximeter) โดยการจับชีพจรที่ปลายนิ้วเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว

3. ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography : EKG) เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจ ประเมินขนาดห้องหัวใจและดูลักษณะเฉพาะที่เข้าได้กับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในบางโรค

4. ถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest Radiography : CXR) เพื่อดูขนาดของห้องหัวใจ ปริมาณและลักษณะของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงยังปอดทั้ง 2 ข้าง

5. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงหัวใจ (Echocardiography) เพื่อดูโครงสร้างของหัวใจและหลอดเลือดอย่างละเอียด ทิศทางการไหลเวียนของเลือด ตลอดจนการทำงานของหัวใจ

6. การตรวจสวนหัวใจ (Cardiac Catheterization) เป็นการตรวจที่มีการวัดค่าความเข้มข้นของออกซิเจนและวัดความดันในตำแหน่งต่างๆ ในหัวใจและหลอดเลือด มีการถ่ายภาพรังสีและฉีดสารทึบรังสีเพื่อให้เข้าใจในความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดซึ่งจะนำไปสู่การสวนหัวใจเพื่อทำการรักษาหรือการผ่าตัดแก้ไขต่อไป

7. การตรวจหัวใจและหลอดเลือดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computed Tomography Angiography : CTA) หรือตรวจด้วยเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Angiography : MRA) เพื่อดูความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด ในกรณีที่การตรวจพิเศษอย่างอื่นไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ชัดเจน

 

 

 

การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด จะขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของความผิดปกติ โดยโรคหัวใจบางชนิดอาจไม่จำเป็นต้องรักษาแต่ต้องอาศัยการตรวจติดตามอาการ ในขณะที่บางชนิดอาจต้องรักษาโดยการให้ยา บางชนิดอาจต้องรักษาโดยการสวนหัวใจหรือการผ่าตัด ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีนั้นก็จะต้องมีช่วงอายุและน้ำหนักที่เหมาะสม โดยวิธีการรักษาจะแบ่งได้ดังนี้

  • รักษาด้วยยา เพื่อประคับประคองอาการในรายที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและมีโอกาสหายได้เอง
  • รักษาด้วยการสวนหัวใจ ในผู้ป่วยที่สามารถใส่อุปกรณ์สายสวนหัวใจได้ เช่น ภาวะผนังกั้นหัวใจห้องบนหรือห้องล่างรั่ว หรือทำบอลลูนในรายที่มีอาการตีบของลิ้นหัวใจ
  • รักษาด้วยการผ่าตัด ในผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาไม่ได้ผล ซึ่งการผ่าตัดส่วนใหญ่มักได้ผลดี แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับความผิดปกติของหัวใจ รวมทั้งสภาวะร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน

            คำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ปกครองที่มีภาวะโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

  • ควรพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง แต่หากมีอาการผิดปกติเช่น เหนื่อยมากขึ้น บวมขึ้น ปัสสาวะออกน้อย นอนราบไม่ได้ ให้รีบมาพบแพทย์ก่อนเวลานัดหมาย
  • ผู้ป่วยอาจจะต้องได้รับยาหลายชนิด ต้องระมัดระวังในการใช้ยาให้ถูกต้องทั้งชนิดและขนาดของยาตามเวลา ไม่ลดหรือเพิ่มยาเอง ถ้ายาหมดก่อนเวลานัดหมายต้องมาพบแพทย์เพื่อรับยาก่อน
  • ให้อาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความรุนแรงของโรค หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ของหมักดอง ขนมขบเคี้ยว อาหารกระป๋อง ไส้กรอก เป็นต้น ในบางรายจำเป็นต้องจำกัดปริมาณน้ำหรือนมที่จะได้รับ ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานสูง
  • การได้รับภูมิคุ้มกันสามารถให้วัคซีนได้เหมือนเด็กปกติ และควรได้รับวัคซีนเสริมบางชนิดเช่น วัคซีนสุกใส, วัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคนิวโมคอคคอล
  • หมั่นดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ หมั่นพบทันตแพทย์ตรวจฟันทุก 6 เดือน และต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่าป่วยเป็นโรคหัวใจ
  • ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการจะไม่จำกัดการออกกำลังกาย งดออกกำลังกายที่หักโหมเฉพาะในรายที่มีอาการ และต้องแจ้งคุณครูในชั่วโมงพละศึกษาว่า เด็กอาจจะเหนื่อยก่อนเพื่อน ควรให้เด็กหยุดพักเมื่อมีอาการเหนื่อย แต่ไม่แนะนำให้งดกิจกรรมไปเลย
  • ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยหลีกเลี่ยงการพาผู้ป่วยไปในที่ชุมชนหรือเข้าใกล้บุคคลที่มีอาการป่วยที่เป็นหวัดหรือเจ็บป่วยอื่นๆ เนื่องจากมีแนวโน้มติดเชื้อง่ายกว่าเด็กปกติ
  • ดูแลเรื่องการขับถ่าย โดยฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัยให้กินอาหารที่มีกากใยและเครื่องดื่ม เช่น น้ำส้ม น้ำมะขาม น้ำลูกพรุน อย่าให้ท้องผูกเนื่องจากการเบ่งถ่ายจะทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย อาจจะทำให้ขาดออกซิเจนฉับพลันได้

 

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดเป็นความพิการแต่กำเนิดที่พบได้บ่อย มีหลายชนิดและมีความรุนแรงที่แตกต่างกันไปขึ้นกับชนิดและความรุนแรงของความผิดปกติของโรคหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดที่พบบ่อยได้แก่ โรคผนังกั้นห้องหัวใจส่วนล่างรั่ว, โรคหลอดเลือดหัวใจเกิน, โรคผนังกั้นห้องหัวใจส่วนบนรั่ว เป็นต้น โดยเกิดจากปัจจัยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดได้มากที่สุด หากผู้ปกครองสงสัยว่าอาจเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดตามอาการดังที่กล่าวมาข้างต้น ควรพาไปตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมกับแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจ โดยรักษาทำได้ตั้งแต่การให้ยา, การสวนหัวใจ จนถึงการผ่าตัด ซึ่งการรักษาแต่ละวิธีนั้นก็จะต้องมีช่วงอายุและน้ำหนักที่เหมาะสม และให้ปฏิบัติตามคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยและผู้ปกครองที่มีภาวะโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดอย่างเคร่งครัด จึงมีความสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรศึกษาเกี่ยวกับโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในเด็กและหมั่นสังเกตอาการของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโรคหัวใจในเด็กส่วนใหญ่หายได้หากรักษาอย่างทันท่วงที

 

สนับสนุนข้อมูลโดย :
นพ.รัฐวัลลภ  โสมะนันทน์   กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านโรคหัวใจเด็ก

สอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่
ศูนย์สุขภาพเด็ก (Children’s Health Center) โรงพยาบาลนวเวช
โทร. 0 2483 9999   | www.navavej.com