• ไทย
ติดต่อฉุกเฉิน 0 2483 9944 CALL CENTER 0 2483 9999
28 กุมภาพันธ์, 2021
บทความสุขภาพ

โรคตาแดง (Conjunctivitis)

โรคตาแดงหรือเยื่อตาอักเสบ เป็นโรคที่พบและมีการระบาดได้บ่อย เกิดจากการอักเสบของเยื่อตา ซึ่งปกติจะเป็นเยื่อใสที่คลุมอยู่บนตาขาว เมื่อมีการอักเสบเกิดขึ้นเนื้อเยื่อดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอ่อนจากเส้นเลือดฝอยที่ขยายตัว ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของการอักเสบ (ภาพที่ 1)

สาเหตุของโรคตาแดง

โรคตาแดงอาจเป็นแบบเฉียบพลัน (Acute) หรือเรื้อรัง (Chronic) ก็ได้ โดยสาเหตุของโรคตาแดงชนิดเฉียบพลันที่พบได้บ่อย คือ จากการติดเชื้อไวรัส (สูงถึง 80%, ภาพที่ 2) หรือแบคทีเรีย (มักพบในเด็ก) ซึ่งมักเกิดจากการติดต่อทางการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น ทางมือหรือผ้าเช็ดหน้า และทำให้เกิดการระบาดขึ้น ส่วนสาเหตุอื่นที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อและทำให้เกิดโรคตาแดง คือ ภูมิแพ้ที่ตา (ภาพที่ 3) และดวงตาสัมผัสสารพิษ เช่น การใช้ยาหยอดตาหรือยาล้างตาบางอย่าง รวมถึงการใช้คอนแทคเลนส์ ซึ่งมักทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อตาหรือตาแดงแบบเรื้อรัง

ภาพที่ 2 แสดงลักษณะเยื่อตาอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส

อาการของโรคตาแดง

  • คันตา เป็นอาการที่พบได้บ่อยในโรคตาแดง โดยเฉพาะคนไข้ที่มีตาแดงจากภูมิแพ้จะมีอาการคันบริเวณดวงตา และรอบเปลือกตามาก อาจมีอาการของภูมิแพ้ที่บริเวณอื่นของร่างกาย เช่น คันจมูกหรือคันบริเวณผิวหนัง ส่วนอื่นร่วมด้วย
  • มีขี้ตา โดยลักษณะของขี้ตาจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุที่ทำให้เกิดตาแดง เช่น ขี้ตาสีใสหรือขุ่นเล็กน้อยมักเกิด จากภูมิแพ้หรือการติดเชื้อไวรัส ส่วนขี้ตาที่มีสีเหลืองหรือเขียว แห้งเป็นสะเก็ดมักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • มองภาพไม่ชัดและมีน้ำตาไหลมาก
  • อาการปวดตา แสบตา ไม่สบายตา เคืองตาและสู้แสงไม่ได้ อาจมีอาการบวมของเปลือกตาร่วมด้วย
  • บางรายอาจมีจุดเลือดออก ซึ่งจะเห็นเป็นจุดหรือแถบสีแดงอยู่ใต้เยื่อตา
  • อาจเป็นข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและในคนไข้บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นหวัด หรือมีการอักเสบของเปลือกตา

ภาพที่ 3 แสดงลักษณะเยื่อตาอักเสบที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ที่ตาหรือการสวมใส่คอนแทคเลนส์

การตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม

ในคนไข้ตาแดงนอกจากจะตรวจพบการอักเสบของเยื่อตาแล้ว ยังอาจพบการบวมของเยื่อตาที่มีลักษณะเฉพาะ รวมถึงตรวจพบรอยแผลบนกระจกตา ซึ่งจะช่วยในการวินิจฉัยถึงสาเหตุของโรคตาแดงที่คนไข้เป็นในบางรายอาจพบการบวมโตของต่อมน้ำเหลืองบริเวณหน้าใบหูซึ่งมักเกิดจากการติดเชื้อไวรัส นอกจากนี้แพทย์อาจเก็บขี้ตาไปตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคตาแดงในบางกรณี


การรักษาโรคตาแดง

  1. โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะแบบหยอดตา (ภาพที่ 4) และในคนไข้บางรายอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะแบบรับประทานหรือแบบฉีดร่วมด้วย
  2. โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองโดยใช้เวลาประมาณ 1-3 สัปดาห์ ยกเว้นเชื้อไวรัสบางชนิดที่จำเป็นต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสในการรักษา นอกจากนี้การใช้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดอาการคัน น้ำตาเทียม ยาแก้ปวด และยาลดการอักเสบแบบหยอด ก็จะช่วยบรรเทาอาการและทำให้คนไข้รู้สึกสบายตามากขึ้น
  3. โรคตาแดงที่เกิดจากภูมิแพ้หรือการสัมผัสสารพิษต่อดวงตา ส่วนใหญ่จะรักษาตามอาการ เช่น การใช้ น้ำตาเทียม ยาลดอาการคัน ยาเพิ่มความเสถียรของเซลล์อักเสบ ยาลดการอักเสบ และการประคบดวงตาด้วย ความเย็นก็สามารถทำให้อาการอักเสบลดลงได้ สำคัญที่สุด คือ ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้หรือสารพิษที่ทำให้เกิดการ อักเสบต่อดวงตา

ภาพที่ 4 แสดงการหยอดยาปฏิชีวนะ

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตาแดง

โรคตาแดงในคนไข้บางรายอาจทำให้เกิดการอักเสบของเปลือกตาและเนื้อเยื่อรอบๆ ดวงตา อาจทำให้ เกิดแผลอักเสบบนผิวกระจกตาและภายในดวงตา ซึ่งหากไม่ได้รับการตรวจรักษาอย่างถูกต้อง อาจทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นและสูญเสียดวงตาได้


การป้องกันโรคตาแดง

  1. โรคตาแดงที่เกิดจากการติดเชื้อ ส่วนใหญ่สามารถระบาดได้อย่างรวดเร็วโดยการสัมผัสสารคัดหลั่ง ดังนั้น การล้างมือบ่อย ๆ และการหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งของที่เปื้อนสารคัดหลั่ง เช่น ผ้าเช็ดหน้า ก็จะทำให้โอกาสได้รับเชื้อลดลง
  2. โรคตาแดงที่เกิดจากภูมิแพ้หรือการสัมผัสสารพิษต่อดวงตา สามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบได้โดยหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารพิษดังกล่าว รวมทั้งการใช้ยาแก้แพ้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการอักเสบก่อนที่จะมีการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้เกิดขึ้น
  3. ควรดูแลสุขภาพของดวงตาให้ดี หลีกเลี่ยงสิ่งสกปรกที่อาจเข้าสู่ดวงตา ไม่ควรซื้อคอนแทคเลนส์ใส่เอง รวมทั้งไม่ควรใช้ยาหยอดตาที่หมดอายุหรือมีลักษณะผิดปกติ และรีบปรึกษาจักษุแพทย์หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับดวงตา

โรคตาแดงเป็นปัญหาที่พบบ่อย สามารถระบาดได้อย่างรวดเร็วและยังอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ดังนั้นหากมีอาการตาแดงหรือมีความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุและได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

พญ. ณฐมน ศรีสำราญ

จักษุแพทย์เฉพาะทางต้อหิน โรงพยาบาลนวเวช