• ไทย
ติดต่อฉุกเฉิน 0 2483 9944 CALL CENTER 0 2483 9999
23 กุมภาพันธ์, 2021
บทความสุขภาพ

โรคต้อหิน (Glaucoma)

ตา คือ อวัยวะสำคัญที่ใช้ในการมองเห็น ทำหน้าที่รับแสงเพื่อแปลเป็นภาพที่สมอง ปัจจุบันคนไทยมีความพิถีพิถันในการดูแลตัวเองมากขึ้น ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าจึงส่งผลให้มีอายุยืนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการมีอายุยืนก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุมากขึ้นเช่นกัน หนึ่งในนั้น คือ โรคต้อหิน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคตาบอดในประชากรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วย

จากการสำรวจในประเทศไทย พบว่า ต้อหินเป็นโรคตาบอดถาวรอันดับ 1 ของไทย คนไทยเป็นโรคต้อหินและโรคตาบอดที่เกิดจากต้อหิน ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และมากกว่า 80% ของผู้ป่วยที่เป็นต้อหิน ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเองเป็นโรคต้อหิน นอกจากนี้ ผู้ป่วย 9 ใน 10 ราย มักไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ กว่ารู้ตัวและตรวจพบเส้นประสาทตาก็ถูกทำลายไปมากแล้ว


โรคต้อหิน คืออะไร?

ต้อหิน เป็นกลุ่มโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติที่ขั้วประสาทตา โดยเกี่ยวข้องกับความดันภายในลูกตา ซึ่งอาจจะสูงหรือเป็นปกติก็ได้ ในกรณีที่ความดันตาสูงเกินกว่า 21 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าน่าจะผิดปกติ ความดันในตาที่สูงผิดปกติมีผลทำให้เกิดการทำลายเส้นใยประสาทตาและขั้วประสาทตา อย่างไรก็ตาม คนที่มีความดันตาปกติก็เป็นโรคต้อหินได้

โรคนี้จะมีการทำลายขั้วประสาทตาและเส้นประสาทตาอย่างค่อยเป็นค่อยไป การทำลายดังกล่าวมีผลทำให้ลานสายตาหรือความกว้างของการมองเห็นแคบลง ตามัวลง หากไม่ทำการรักษา หรือตรวจพบแล้วแต่ทำการรักษาไม่ต่อเนื่อง ควบคุมโรคไม่ดี จะสูญเสียการมองเห็นไปในที่สุด

ในภาพแสดงขั้วประสาทตาปกติ (ซ้าย) และที่เกิดจากโรคต้อหิน (ขวา)
ซึ่งมีขอบหรือเนื้อประสาทตาบางลง เกิดจากการทำลายของโรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ลานสายตา (visual field) เป็นการตรวจเพื่อประกอบการวินิจฉัยและติดตามการแย่ลงของโรคต้อหิน ในภาพแสดงการมองเห็นของคนปกติ (A) และโรคต้อหินตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจนถึงขั้นรุนแรง มีผลทำให้ความกว้างของการมองเห็นแคบลง (B-D)

สาเหตุของโรคต้อหิน

โดยทั่วไปมักไม่ทราบสาเหตุ แต่ในรายที่ทราบสาเหตุนั้น มักเกิดจากโรคตาอื่น ๆ เช่น การอักเสบภายในลูกตา เนื้องอกหรือมะเร็งในลูกตา การใช้ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นเวลานานหรือมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ตามาก่อน


โรคต้อหิน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

              1. ชนิดมุมเปิด เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการมีความดันในลูกตาสูง และเพิ่มทีละน้อยเป็นเวลานาน โดยที่ผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรเลยจนกระทั่งถูกทำลายไปแล้วประมาณ 40 – 50% จึงเริ่มแสดงอาการ

              2. ชนิดมุมปิด พบน้อยกว่าชนิดแรก เกิดจากการที่มุมระหว่างม่านตากับกระจกตาแคบ ทำให้เกิดการอุดตันของทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงภายในลูกตา ส่งผลให้ความดันตาสูงขึ้น ถ้าเป็นแบบเรื้อรังมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ถ้าเป็นแบบเฉียบพลันมักจะมีอาการรุนแรง อาการที่พบบ่อยได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดตา ตามัว คลื่นไส้ อาเจียน และเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ เป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องรีบไปพบแพทย์

              อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ยังมีโรคต้อหินอีกชนิดหนึ่ง คือ ต้อหินในเด็ก ซึ่งกลไกการเกิดและการดำเนินโรคมีความพิเศษแตกต่างไปจากผู้ใหญ่ รวมถึงวิธีการผ่าตัดรักษา


ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคต้อหิน

แม้จะพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ แต่กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นโรคต้อหิน ได้แก่

  1. อายุ 40 ปีขึ้นไป
  2. ประวัติครอบครัวและญาติใกล้ชิดเป็นโรคต้อหิน
  3. ระดับความดันในลูกตาสูง
  4. สายตาสั้นมากหรือยาวมาก
  5. โรคเบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคความดันโลหิตสูง
  6. ความผิดปกติของเลือดหรือเส้นเลือด ซึ่งจะส่งผลให้เลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณขั้วประสาทตาไม่ดี
  7. ประวัติใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะในรูปแบบใด เช่น ยาหยอดตา ยากิน ยาฉีด ยาทา หรือยาพ่น โดยไม่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
  8. เคยผ่าตัดตา ยิงเลเซอร์ในตา หรือมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ตาอย่างรุนแรงมาก่อน
  9. อาชีพหรือกิจกรรมบางประเภทที่เพิ่มความดันบริเวณคอและใบหน้า อาจทำให้ความดันตาสูงขึ้น และควบคุมโรคต้อหินได้ยาก เช่น นักดนตรีประเภทเป่า นักร้องโอเปรา นักยกน้ำหนัก หรือกีฬาที่ต้องมีการวาง ศีรษะต่ำกว่าตัว เช่น โยคะ เป็นต้น

จากที่กล่าวมาทั้งหมด มีเพียงปัจจัยเดียวที่สามารถควบคุมและเปลี่ยนแปลงได้ คือความดันภายในลูกตา


วิธีรักษาโรคต้อหิน

ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาต้อหินหลายวิธี โดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือเพื่อลดความดันตาให้อยู่ในระดับปกติ หรือชะลอไม่ให้โรครุนแรงมากขึ้น การรักษาต้อหินทำได้โดยการลดความดันภายในลูกตาด้วย 3 วิธีหลัก คือ

  1. การใช้ยา มีทั้งชนิดหยอดตาเฉพาะที่ ชนิดเม็ด หรือแบบน้ำรับประทาน และชนิดฉีด
  2. เลเซอร์ ใช้ในรายที่มีภาวะต้อหินเฉียบพลัน หรือป้องกันต้อหินเฉียบพลันในผู้ป่วยที่มีมุมตาแคบ มักใช้ร่วมกับยาลดความดันตา
  3. การผ่าตัด เพื่อทำงานระบายน้ำออกจากลูกตาจากบริเวณช่องหน้าลูกตาออกมาสู่ภายนอกลูกตา โดยอยู่ใต้ต่อเยื่อบุตาหรือการฝังอุปกรณ์พิเศษ เพื่อช่วยระบายน้ำออกจากลูกตา

จากการศึกษาพบว่า ในปัจจุบันยังไม่มีวิตามิน อาหารเสริม หรือสารอื่นใดที่ไม่ใช่ยาต้อหิน จะสามารถรักษาหรือชะลอโรคได้ และเนื่องจากต้อหินเป็นโรคของการเสื่อม ดังนั้นจึงไม่สามารถรักษาให้หายหรือดีขึ้นได้ ลักษณะการดำเนินโรคมีแต่จะเป็นแบบทรงตัวหรือทรุดลง

การตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจึงไม่เพียงแค่ช่วยป้องกันการเกิดโรคในบางกรณีเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องทันท่วงที และเก็บรักษาการมองเห็นให้อยู่กับเราได้ยาวนานมากขึ้น การตรวจพบก่อนสามารถรักษา หรือป้องกันไม่ให้ตาบอดได้ ดังนั้นการตรวจตาจึงมีความสำคัญมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยโดย จักษุแพทย์แต่เนิ่น ๆ


พญ. ณฐมน ศรีสำราญ

จักษุแพทย์เฉพาะทางต้อหิน

 ศูนย์ตา โรงพยาบาลนวเวช